โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

ภาคเกษตร ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน

Department of Environmetal Qulity Promotion

Department of Environmetal Qulity Promotion

ภาคเกษตร ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน

Photo source: pexels.com

IPCC (2549) ได้ให้ความหมายกับภาคเกษตร ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน (AFOLU) ว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเกี่ยวข้องและจัดการโดยมนุษย์ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้น การจัดการและใช้ประโยชน์ที่ดินส่งผลกระทบโดยตรงต่อความหลากหลายทางชีวภาพของกระบวนการต่างๆในระบบนิเวศ ซึ่งส่งผลต่อเส้นทางของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่นการสังเคราะห์แสง การหายใจ การสลายตัวทางเคมีหรือทางชีวภาพ (decomposition) วัฏจักรไนโตรเจน (nitrification/denitrification) การย่อยอาหารโดยการหมักในกระเพาะอาหาร (Enteric Fermentation) ของสัตว์เคี้ยวเอื้อง และการเผาไหม้ ทั้งนี้ กระบวนการทางชีวภาพ (ที่เกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์ พืชและสัตว์) และทางกายภาพ (ที่เกี่ยวกับการเผาไหม้ การชะล้าง และน้ำไหลบ่า (run-off)) ล้วนเป็นปัจจัยการเปลี่ยนสภาพในก๊าซคาร์บอนและไนโตรเจน

ก๊าซเรือนกระจกหลักในภาคเกษตร ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน (AFOLU) ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซมีเทน (CH4) และก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O)

  • ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ถูกดูดซับผ่านการสังเคราะห์แสงของพืชและถูกปลดปล่อยผ่านการหายใจ การสลายตัวทางเคมีหรือทางชีวภาพ (decomposition)และการเผาไหม้ของอินทรียวัตถุ ซึ่งมีการไหลเวียนระหว่างชั้นบรรยากาศและระบบนิเวศ
  • ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) เป็นผลพลอยได้ของวัฏจักรไนโตรเจน และการเผาไหม้ของอินทรียวัตถุที่ถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ
  • ก๊าซมีเทน (CH4) เกิดจากกระบวนการสร้างมีเทนผ่านการหมักหมมในดินและมูลสัตว์ด้วยเงื่อนไขแบบไร้อากาศ (Anaerobic conditions) จากการย่อยอาหารโดยการหมักในกระเพาะอาหาร (Enteric Fermentation) ของสัตว์เคี้ยวเอื้องและจากกระบวนการเผาไหม้ของอินทรียวัตถุ

ก๊าซเรือนกระจกประเภทอื่นๆจากภาคเกษตร ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน (AFOLU) มีความเกี่ยวข้องกับการไหลบ่าขององค์ประกอบไนโตรเจน ได้แก่ ไนเตรท (NO3-) ที่สูญเสียจากหน้าดิน ซึ่งผลที่ตามมาอาจแปรเปลี่ยนเป็นก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) หลังผ่านกระบวนการของวัฏจักรไนโตรเจน

ก๊าซเรือนกระจกหลักในภาคเกษตร ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน อ้างอิง IPCC, 2006; ดัดแปลงโดย: ERM-Siam Co., Ltd.

คู่มือ IPCC 2006 ได้ให้คำนิยามประเภทของการใช้ที่ดินทั้ง 6 ประเภท ได้แก่ 1) พื้นที่ป่าไม้ 2) พื้นที่ทำการเกษตร 3) ทุ่งหญ้า 4) พื้นที่ชุ่มน้ำ 5) พื้นที่อยู่อาศัย และ 6) พื้นที่ใช้สอยอื่นๆ การใช้ที่ดินทั้ง 6 ประเภทบ่งบอกถึงแง่มุมการระบบจัดการที่ดินที่แตกต่างกัน รวมทั้งการจัดชั้นภูมิของสภาพภูมิอากาศ ดิน และ การแบ่งชั้นทางสภาพแวดล้อมอื่นๆ ทั้งนี้ องค์ประกอบของระบบนิเวศอันเป็นกระบวนการและการกักเก็บคาร์บอนขั้นปฐมภูมิในภาคเกษตร ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน (AFOLU) สามารถแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ 1) ชีวมวล 2) ซากอินทรียวัตถุ 3) ดิน และ 4) ปศุสัตว์

1) ชีวมวล (Biomass) หมายรวมถึงชีวมวลจากพืชทั้งบนดินและใต้ดิน ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งถูกเคลื่อนย้ายจากชั้นบรรยากาศมาสู่ระบบนิเวศภาคพื้นดินผ่านการสังเคราะห์แสงและการหายใจของพืช กิจกรรมต่างๆของมนุษย์ส่วนใหญ่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ผ่านการตัดไม้ทำลายป่า การปลูกป่า การทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ การชลประทาน การเก็บเกี่ยวผลผลิต และ ชนิดของพืชพรรณ (Species choice) ตัวอย่างเช่น การเก็บเกี่ยวส่งผลให้ปริมาณของชีวมวลในพื้นที่ลดลง ส่งผลให้การดูดซับคาร์บอนในเนื้อไม้น้อยลงจากระบบนิเวศและเกิดการปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศในที่สุด ในขณะเดียวกัน ก็ส่งผลให้เกิดการดูดซับคาร์บอนที่ช้าลงออกไป ในระบบนิเวศนอกป่าไม้ (เช่น พื้นที่การเกษตร และทุ่งหญ้า) ชีวมวลจะถูกกักเก็บในรูปพืชชนิดต่างๆที่ไม่ใช่ไม้ยืนต้น และพืชผักต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนน้อยที่ช่วยกักเก็บคาร์บอนในระบบนิเวศเมื่อเทียบกับพื้นที่ป่าไม้ จำนวนคาร์บอนที่กักเก็บในชีวมวลอาจเป็นจำนวนที่ค่อนข้างคงที่ แต่ในกรณีที่เกิดไฟไหม้ในพื้นที่ทุ่งหญ้า หรือไฟป่านั้น อาจส่งผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการสูญเสียของคาร์บอนในชีวมวล ซึ่งเหตุการณ์ไฟไหม้ดังกล่าวส่งผลกระทบทางตรงและทางอ้อมต่อการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้ชีวมวล และปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาทิ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), ก๊าซมีเทน (CH4), ไนตรัสออกไซด์ (N2O), สารประกอบอินทรีย์ระเหยได้ที่ไม่ใช่มีเทน (NMVOC), ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และ คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)

2) ซากอินทรียวัตถุ (Dead organic matter: DOM) มาจากซากพืชที่เกิดการย่อยสลายซึ่งสามารถระบุระยะเวลาการย่อยที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจใช้เวลาในการย่อยสลายเป็นวัน นับเดือนนานนับปี หรือเป็นทศวรรษ การสูญเสียเนื่องจากซากอินทรียวัตถุถูกเผาไหม้ก่อให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจด อาทิ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), ก๊าซมีเทน (CH4), ไนตรัสออกไซด์ (N2O), สารประกอบอินทรีย์ระเหยได้ที่ไม่ใช่มีเทน (NMVOC), ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และ คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)

3) ดิน เกิดจากการทับถมของซากอินทรียวัตถุที่เกิดการแตกออกและย่อยสลาย เรียกว่า ดินอินทรียวัตถุ (Soil organic matter: SOM) ซี่งมีองค์ประกอบแตกต่างกันจากการย่อยสลายอย่างรวดเร็วโดยจุลินทรีย์ หรือย่อยสลายแบบค่อยเป็นค่อยไปนานนับทศวรรษไปจนนับศตวรรษ การย่อยสลายของดินอินทรียวัตถุจะส่งคืนคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศอีกครั้ง ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในดินอินทรียวัตถุมาจากกใช้ที่ดินและกิจกรรมการจัดการที่ดินในรูปแบบต่างๆ กิจกรรมต่างๆของมนุษย์ ความแปรผันทางสภาพภูมิอากาศ และปัจจัยทางสภาพแวดล้อมอื่นๆ กระทบโดยตรงต่อกระบวนการของคาร์บอนในดิน ชีวมวล และดินอินทรียวัตถุ ในกรณีที่เกิดน้ำท่วมขัง (เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่เพาะปลูกข้าว) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการย่อยสลายของซากอินทรียวัตถุและดินอินทรียวัตถุ และเกิดการปลดปล่อยก๊าซมีเทน (CH4) คือสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งกรณีแบบนี้จะเกิดในประเทศที่ทำนาปลูกข้าวเสียเป็นส่วนใหญ่

4) การปศุสัตว์ หมายถีงระบบการผลิตจากสัตว์เคี้ยวเอื้องอันเป็นแหล่งการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ นั้นก็คือ ก๊าซมีเทน (CH4) ที่เกิดจากการหมักจากระบบย่อยอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้อง มูลขอสัตว์สัตว์เคี้ยวเอื้องและการเลือกการจัดการมูลสัตว์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการปลดปล่อยก๊าซก๊าซมีเทน (CH4) และก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O)

 

แหล่งข้อมูล:

You are donating to : Greennature Foundation

How much would you like to donate?
$10 $20 $30
Would you like to make regular donations? I would like to make donation(s)
How many times would you like this to recur? (including this payment) *
Name *
Last Name *
Email *
Phone
Address
Additional Note
paypalstripe
Loading...